<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>DevExperience &#187; Religion/Myth/History</title>
	<atom:link href="http://www.unzeen.com/article/category/all-categories/category/religion-myth-history/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.unzeen.com</link>
	<description>Share Developer Experience With Respect To FreeBSD/Debian/Ubuntu/PHP/C#/SEO</description>
	<lastBuildDate>Tue, 31 Jan 2012 18:48:04 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>พระคาถาเยธัมมา : หัวใจพระพุทธศาสนา, อิทัปปัจจยตา : หัวใจปฏิจจสมุปบาท</title>
		<link>http://www.unzeen.com/article/1360/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%98%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b2-%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9b%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b2-%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97</link>
		<comments>http://www.unzeen.com/article/1360/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%98%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b2-%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9b%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b2-%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 04 Sep 2011 12:00:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>LookHin</dc:creator>
				<category><![CDATA[All Categories]]></category>
		<category><![CDATA[Religion/Myth/History]]></category>
		<category><![CDATA[พระคาถาเยธัมมา]]></category>
		<category><![CDATA[อิทัปปัจจยตา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.unzeen.com/?p=1360</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้เอาของเก่ามาเล่าใหม่ โดยเอาเรื่องที่คิดว่าสั่นที่เคยเขียนลง facebook ไปแล้วมาลงใน blog อีกที วันนี้เอามาทั้งหมด 3 เรื่อง คือ พระคาถาเยธัมมา : หัวใจพระพุทธศาสนา , อิทัปปัจจยตา : หัวใจปฏิจจสมุปบาท และ ความขัดแย้งของหมอดูกับคำทำนายหลายทาง เรื่องอื่นจะทยอยเอามาลงใน blog ให้หมดโดยเร็ววัน พระคาถาเยธัมมา : หัวใจพระพุทธศาสนา ในบรรดาจารึกที่เก่าแก่ที่สุดที่เกียวกับพระพุทธศาสนา เท่าที่พอจะมีในเขตสุวรรณภูมิ ก็คงจะเป็นพระคาถา เย ธัมมา โดยจารึกที่พบเป็นจารึกบนแผ่นอิฐ จารึกด้วยอักษรปัลลวะ ภาษามคธ ค้นพบที่จังหวัดสุพรรณบุรี และพระคาถา เย ธัมมา นี้ก็ได้พบที่พระปฐมเจดีย์ด้วยเช่นกัน พระคาถาเยธัมมา เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เยสํ เหตุํ ตถาคโต อาห เตสญฺจ โย นิโรโธ จ เอวํ วาที มหาสมโณติ ฯ คำแปล ธรรมทั้งหลายเหล่าใดเกิดแต่เหตุ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้เอาของเก่ามาเล่าใหม่ โดยเอาเรื่องที่คิดว่าสั่นที่เคยเขียนลง facebook ไปแล้วมาลงใน blog อีกที วันนี้เอามาทั้งหมด 3 เรื่อง คือ พระคาถาเยธัมมา : หัวใจพระพุทธศาสนา , อิทัปปัจจยตา : หัวใจปฏิจจสมุปบาท และ ความขัดแย้งของหมอดูกับคำทำนายหลายทาง เรื่องอื่นจะทยอยเอามาลงใน blog ให้หมดโดยเร็ววัน</p>
<p><span id="more-1360"></span></p>
<p><strong>พระคาถาเยธัมมา : หัวใจพระพุทธศาสนา</strong></p>
<p>ในบรรดาจารึกที่เก่าแก่ที่สุดที่เกียวกับพระพุทธศาสนา เท่าที่พอจะมีในเขตสุวรรณภูมิ ก็คงจะเป็นพระคาถา เย ธัมมา โดยจารึกที่พบเป็นจารึกบนแผ่นอิฐ จารึกด้วยอักษรปัลลวะ ภาษามคธ ค้นพบที่จังหวัดสุพรรณบุรี และพระคาถา เย ธัมมา นี้ก็ได้พบที่พระปฐมเจดีย์ด้วยเช่นกัน</p>
<p><strong>พระคาถาเยธัมมา<br />
</strong>เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา<br />
เยสํ เหตุํ ตถาคโต อาห<br />
เตสญฺจ โย นิโรโธ จ<br />
เอวํ วาที มหาสมโณติ ฯ</p>
<p><strong>คำแปล<br />
</strong>ธรรมทั้งหลายเหล่าใดเกิดแต่เหตุ<br />
พระตถาคตเจ้าทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น<br />
และความดับแห่งธรรมทั้งหลายเหล่านั้น<br />
พระมหาสมณะเจ้า ทรงสังสอนอย่างนี้</p>
<p>ความเห็น : จากคำแปลที่ว่ามาคงแสดงให้เห็นได้ว่าพุทธศาสนาที่เผยแพร่มาในยุคแรกๆนั้นเป็นสิ่งที่สะอาด ไม่มีลัทธิอื่นเจือปน พระคาถานี้ถือเป็น อิทัปปัจจยตา อย่างย่อแบบหนึ่ง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>อิทัปปัจจยตา : หัวใจปฏิจจสมุปบาท</strong></p>
<p><strong> </strong>อิทัปปัจจยตา เป็นหลักการทางพุทธศาสนา เป็นกฏที่กล่าวถึงความเกี่ยวเนื่องกันของเหตุและผล เมื่อมีเหตุย่อมมีผล และเมื่อเหตุดับผลก็ดับ คือ เมื่อสิ่งนี้มีสิ่งนี้ย่อมมี เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับ</p>
<p>อิทัปปัจจยตา ถือเป็นหัวใจ(กฎ)ของปฏิจจสมุปบาท เป็นกฎเหนือกฎทั้งปวง เป็นสัจธรรมความจริงแท้ที่สุดของพุทธศาสนา และเชื่อมโยงคำสอนทั้งปวงของพระพุทธเจ้า หลักธรรมทั้งหลายของพระพุทธเจ้าล้วนเป็นไปตามกฎของอิทัปปัจจยตาทั้งนั้น</p>
<p><strong>อิทัปปัจจยตา </strong><br />
อิมสฺมึ สติ อิทํ โหตุ<br />
อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ<br />
อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ<br />
อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ</p>
<p><strong>คำแปล<br />
</strong>เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี<br />
เมื่อสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด<br />
เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี<br />
เมื่อสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ</p>
<p>จากหนังสือ : อิทัปปัจจยตา ของท่านพุทธทาส<br />
ปล. อะไรคือพุทธ อะไรคือพราหมณ์ , <strong>พุทธสอนเหตุผล พราหมณ์สอนศรัทธา</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ความขัดแย้งของหมอดูกับคำทำนายหลายทาง</strong></p>
<ol>
<li>การทำนายดวงของหมอดูจะทำนายในลักษณะความเป็นไปได้หลายทาง ซึ่งหากว่าอนาคตถูกกำหนดไว้จริง ก็ไม่ควรที่จะมีความเป็นไปได้ที่มากกว่า 1 ทาง  ถ้าหากว่าอนาคตถูกกำหนดไว้ด้วยความเป็นไปได้มากกว่า 1 ทาง ก็แสดงว่าไม่ได้ถูกกำหนดไว้จริง เป็นแค่กระบวนการสุ่มความเป็นไปได้ของทางเลือกเท่านั้น</li>
<li>ถ้าหากว่าอนาคตของแต่ละคนถูกกำหนดไว้หลายทางเพื่อจะใช้เป็นทางเลือกจริง แต่ละคนก็ควรมีทางเลือกที่เท่าๆกันทุกๆคน และเมื่อคนหนึ่งทำการเลือกทางเลือกทางใดทางหนึ่งแล้วจะมีผลกระทบกับคนอื่นๆทั้งโลกทันที (เป็นไปได้ว่าอาจจะกระทบทั้งเอกภพเลยก็เป็นได้) โดยทางเลือกของคนอื่นอาจจะถูกเปลียนไปเป็นอย่างอื่นจากผลกระทบดังกล่าว ซึ่งก็<strong>แสดงว่าทางเลือกที่มีได้จะเป็น อนันต์ (Infinity) ซึ่งหากว่าทางเลือกมีค่าเป็นอนันต์จริงเราควร นิยามได้ว่า อนาคตไม่ได้ถูกกำหนดไว้ และจะไม่มีใครสามารถรู้คำตอบทั้งหมด (มีค่าอนันต์) นั้นได้</strong></li>
<li>ถ้าหากอนาคตถูกกำหนดไว้จริง ไม่ควรมีการแก้กรรมเกิดขึ้น เพราะถ้าถูกกำหนดไว้ล้วงหน้าอยู่แล้วก็ไม่ควรจะแก้ไขได้ การแก้กรรมหรือพยายามแก้ไขให้อนาคตเปลียนไปจากเดิม จะเกิดผลกระทบตามข้อสองที่กล่าวมา</li>
<li>คำทำนายของหมอดู อ้างว่าเกิดจากการรวบรวมสถิติต่างๆมาใช้ในการทำนาย แต่เท่าที่เคยดูจากหลายๆตำรา กลับพบว่าคำตอบของคำทำนายต่างๆ จะมีอยู่เป็นชุดของคำตอบไม่กี่ชุด ซึงน้อยเกินไปที่จะนำมาใช้ในการทำนายเหตอันซึงเกิดจากผลกระทบหลายๆอย่างได้</li>
</ol>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.unzeen.com/article/1360/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%98%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b2-%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%9b%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b2-%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อักษรพราหมี-อักษรปัลลวะต้นกำเนิดอักษร มอญ ขอม ไทย</title>
		<link>http://www.unzeen.com/article/1347/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b5-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%a3-%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%8d-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%a1-%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2</link>
		<comments>http://www.unzeen.com/article/1347/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b5-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%a3-%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%8d-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%a1-%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 29 Aug 2011 16:52:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>LookHin</dc:creator>
				<category><![CDATA[All Categories]]></category>
		<category><![CDATA[Religion/Myth/History]]></category>
		<category><![CDATA[ขอม]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นกำเนิดอักษร]]></category>
		<category><![CDATA[มอญ]]></category>
		<category><![CDATA[ไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.unzeen.com/?p=1347</guid>
		<description><![CDATA[แรกเริ่มเดิมทีชนชาติแถบสุวรรณภูมิ ยังไม่มีตัวอักษรใช้กัน (สุวรรณภูมิ ไม่ใช่ชื่อ “รัฐ” หรือ “อาณาจักร” แต่เป็นชื่อที่เรียกบริเวณทั้งหมดในอุษาคเนย์ เหมือนที่เราเรียก อินเดีย-เนปาล ว่าชมพูทวีป) โดยรูปแบบของอักษรในแถบสุวรรณภูมิเกือบทั้งหมดได้ตัวแบบมาจากอักษรพราหมีและอักษรปัลลวะ เรื่องราวเริ่มประมาณพุทธศตวรรษที่ 3 เกิดมีอักษรพราหมีขึ้นในอินเดีย และเป็นต้นแบบของอักษรในอินเดียอีกหลายตระกูล ตำราว่างั้น (อันที่จริงน่าจะมีอักษรแบบอื่นที่เป็นต้นแบบของอักษรพราหมีแต่ผมหาข้อมูลไม่เจอ) จากนั้นเมื่อประมาณ พุทธศตวรรษที่ 11 (บางตำราอ้างกลับไปถึง พุทธศตวรรษที่ 9 ก็ว่ากันไป) อักษรปัลลวะซึงได้พัฒนาต่อจากอักษรพราหมีได้แพร่กระจ่ายจากอินเดียใต้เดินทางมาถึงสุวรรณภูมิ โดยเริ่มมีการใช้ในอาณาจักรทวารวดี , ศรีวิชัย , เจินละ อักษรปัลลวะถูกนำมาใช้และรุ่งเรื่องอยู่ในสุวรรณภูมิประมาณ 200 ปี ตัวอักษรก็มีชีวิต เมื่อเวลาผ่านไปรูปแบบของตัวอักษรก็จะเปลียนจากเดิมมีการเพิ่มเติมหรือลดรูปตัวอักษรบ้าง แต่ลักษณะโดยรวมและอักขรวิธีก็ยังเป็นอักษรปัลลวะอยู่ดี ช่วงนี้เรียกว่า “อักษรหลังปัลลวะ” กินเวลาตั้งแต่ พุทธศตวรรษที่ 13 ถึง พุทธศตวรรษที่ 15 หลังจากอาณาจักรในแว้นแควนสุวรรณภูมิได้รับอักษรปัลลวะมาใช้กันแล้วถึง 500 ปี ก็เริ่มมีการปรับปรุงตัวอักษรให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละอาณาจักรกันมากขึ้น ดังนี้ อักษรมอญโบราณ ใช้ในอาณาจักรหริภุญชัย ในชวง พุทธศตวรรษที่ 17 ถึง พุทธศตวรรษที่ 18 อักษรขอมโบราณ ใช้ในอาณาจักรขอมสมัยพระนคร (อาณาจักรเจินละเดิม) ในช่วง พุทธศตวรรษที่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>แรกเริ่มเดิมทีชนชาติแถบสุวรรณภูมิ ยังไม่มีตัวอักษรใช้กัน (สุวรรณภูมิ ไม่ใช่ชื่อ “รัฐ” หรือ “อาณาจักร” แต่เป็นชื่อที่เรียกบริเวณทั้งหมดในอุษาคเนย์ เหมือนที่เราเรียก อินเดีย-เนปาล ว่าชมพูทวีป) โดยรูปแบบของอักษรในแถบสุวรรณภูมิเกือบทั้งหมดได้ตัวแบบมาจากอักษรพราหมีและอักษรปัลลวะ</p>
<p><span id="more-1347"></span></p>
<ol>
<li>เรื่องราวเริ่มประมาณพุทธศตวรรษที่ 3 เกิดมีอักษรพราหมีขึ้นในอินเดีย และเป็นต้นแบบของอักษรในอินเดียอีกหลายตระกูล ตำราว่างั้น (อันที่จริงน่าจะมีอักษรแบบอื่นที่เป็นต้นแบบของอักษรพราหมีแต่ผมหาข้อมูลไม่เจอ)</li>
<li>จากนั้นเมื่อประมาณ พุทธศตวรรษที่ 11 (บางตำราอ้างกลับไปถึง พุทธศตวรรษที่ 9 ก็ว่ากันไป) อักษรปัลลวะซึงได้พัฒนาต่อจากอักษรพราหมีได้แพร่กระจ่ายจากอินเดียใต้เดินทางมาถึงสุวรรณภูมิ โดยเริ่มมีการใช้ในอาณาจักรทวารวดี , ศรีวิชัย , เจินละ อักษรปัลลวะถูกนำมาใช้และรุ่งเรื่องอยู่ในสุวรรณภูมิประมาณ 200 ปี</li>
<li>ตัวอักษรก็มีชีวิต เมื่อเวลาผ่านไปรูปแบบของตัวอักษรก็จะเปลียนจากเดิมมีการเพิ่มเติมหรือลดรูปตัวอักษรบ้าง แต่ลักษณะโดยรวมและอักขรวิธีก็ยังเป็นอักษรปัลลวะอยู่ดี ช่วงนี้เรียกว่า “อักษรหลังปัลลวะ” กินเวลาตั้งแต่ พุทธศตวรรษที่ 13 ถึง พุทธศตวรรษที่ 15</li>
<li>หลังจากอาณาจักรในแว้นแควนสุวรรณภูมิได้รับอักษรปัลลวะมาใช้กันแล้วถึง 500 ปี ก็เริ่มมีการปรับปรุงตัวอักษรให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละอาณาจักรกันมากขึ้น ดังนี้
<ol>
<li>อักษรมอญโบราณ ใช้ในอาณาจักรหริภุญชัย ในชวง พุทธศตวรรษที่ 17 ถึง พุทธศตวรรษที่ 18</li>
<li>อักษรขอมโบราณ ใช้ในอาณาจักรขอมสมัยพระนคร (อาณาจักรเจินละเดิม) ในช่วง พุทธศตวรรษที่ 15 ถึง พุทธศตวรรษที่ 19 <strong>ซึ่งอักษรขอมโบราณนี้หละที่จะมาเป็นต้นกำเนิดของอักษรไทย</strong></li>
<li>อักษรกวิ ใช้ในอาณาจักรศรีวิชัย ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18</li>
</ol>
</li>
<li>อักษรไทย มีกำเนิดที่รัฐละโว้ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 18 (ในหนังสือเรียนสมัยเด็กๆที่สอนว่าพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เป็นผู้ประดิษฐ์อักษรไทยนั้นคงเป็นด้วยเรื่องการทางเมืองที่พยายามยัดเยียดชาตินิยมให้เรามากกว่า หาได้มีความจริงไม่ ความจริงคงมีอยู่แค่เพียงว่าพระองค์ให้ทำการจารึกเรื่องต่างๆลงศิลาจารึก และกำหนดอักขรวิธีการเขียนให้ต่างไปจากเดิมเท่านั้น) โดยอักษรไทยได้ตัดเอาตัวเชิงและศก ที่มีในอักษรขอมออกไปเพื่อให้เขียนง่ายขึ้น</li>
</ol>
<p>ทีนี้ลองมาดูกันว่าส่วนไหนของอักษรขอมที่เรียกว่าอะไรและอักษรไทยตัดส่วนไหนทิ้งไป ตัวอย่างนี้เราจะใช้ พยัญชนะ ”ก” เป็นตัวเปรียบเทียบ ถ้าถามว่าทำไมต้องตัว ก ก็บอกได้ว่าในหนังสือที่อ้างอิงแต่ละเล่มก็มักใช้ตัวนี้ไม่รูทำไม คงง่ายกว่าตัวอื่นหละมัง โดยตัวอักษรขอมจะประกอบไปด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วนคือ</p>
<ol>
<li>ศก เป็นส่วนที่อยู่บนสุดของตัวอักษร (ศก เป็นภาษาเขมรแปลว่า ผม)</li>
<li>ตัว เป็นส่วนที่อยู่ตรงกลางของตัวอักษร ไม่ต้องแปลเป็นภาษาอะไรเพราะว่ามันคือตัว</li>
<li>เชิง เป็นส่วนที่อยู่ล่างสุดของตัวอักษร (เชิง เป็นภาษาเขมรแปลว่า เท้า,ตีน) ความสำคัญของตัวเชิงคือตัวเชิงจะถูกนำไปใช้เมื่อต้องการนำไปเป็นตัวควบกล่ำหรือตัวสะกด โดยในอักขรวิธีการเขียนอักษรขอมจะต้องนำตัวควบกล่ำหรือตัวสะกดไปวางไว้ใต้ตัวอักษรอื่น และตัวอักษรก็เหมือนคนการจะเอาทั้งตัวอักษรไปไว้ใต้ตีนคนอื่นมันไม่ควร ก็เลยให้เอาไปแค่ตีนของตัวอักษรนั้นๆไปแทน</li>
</ol>
<p>ทีนี้มาดูรูปในอักษรขอมกันสักเล็กน้อย จากรูปเป็นพยัญชนะ “ก”  จะเห็นว่าหากเราตัด ศก และ เชิง ออกไป จะเหลือแค่ส่วนตัว ซึ่งก็จะเห็นเค้าลางของตัว “ก” ในของอักษรไทย</p>
<p><img src="/wp-content/uploads/2011/08/alphabet-khmer-Thai.jpg" alt="รูปแบบตัวอักษรขอม" width="510" height="188" /></p>
<p>ตารางวิวัฒนาการตัวอักษรโบราณโดยสังเขป</p>
<p><img src="/wp-content/uploads/2011/08/alphabet-khmer-Thai-Timeline.jpg" alt="ตารางวิวัฒนาการตัวอักษรโบราณโดยสังเขป" width="510" height="1519" /></p>
<p>ก่อนจบ มาดูความเหมือนและแตกต่างของตัวเลข ไทย เขมร ลาว กันอีกสักนิด</p>
<p><img title="alphabet-khmer-Thai-Digi" src="/wp-content/uploads/2011/08/alphabet-khmer-Thai-Digi.jpg" alt="" /></p>
<p>อ้างอิง :</p>
<ol>
<li>หนังสือ อักษรไทยมาจากไหน ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ</li>
<li>หนังสือ ตำราเรียนอักษรไทยโบราณ ของ รศ.กรรณิการ์ วิมลเกษม</li>
<li><a href="http://th.wikipedia.org/wiki/เลขอารบิก" target="_blank">http://th.wikipedia.org/wiki/เลขอารบิก</a></li>
</ol>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.unzeen.com/article/1347/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b5-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%a3-%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%8d-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%a1-%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โพธิปักขิยธรรม 7 หมวด 37 ประการ</title>
		<link>http://www.unzeen.com/article/437/%e0%b9%82%e0%b8%9e%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-7-%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94-37-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3</link>
		<comments>http://www.unzeen.com/article/437/%e0%b9%82%e0%b8%9e%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-7-%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94-37-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 19 Sep 2008 05:14:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>LookHin</dc:creator>
				<category><![CDATA[All Categories]]></category>
		<category><![CDATA[Religion/Myth/History]]></category>
		<category><![CDATA[พละ 5]]></category>
		<category><![CDATA[มรรคมีองค์ 8]]></category>
		<category><![CDATA[สติปัฏฐาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมัปปธาน 4]]></category>
		<category><![CDATA[อิทธิบาท 4]]></category>
		<category><![CDATA[อินทรีย์ 5]]></category>
		<category><![CDATA[โพชฌงค์ 7]]></category>
		<category><![CDATA[โพธิปักขิยธรรม 37]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.unzeen.com/?p=437</guid>
		<description><![CDATA[โพธิปักขิยธรรม คือ ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ ประกอบด้วยธรรมะ 7 หมวด คือ สติปัฏฐาน 4, สัมมัปปธาน 4, อิทธิบาท 4, อินทรีย์ 5, พละ 5, โพชฌงค์ 7, มรรคมีองค์ 8 รวมเป็น 37 จึงเรียกว่า โพธิปักขิยธรรม 37 1.) สติปัฏฐาน 4 คือ การเจริญสติระลึกรู้ 1. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การหมั่นคิดใคร่ครวญโดยเน้นที่เรื่องรูปธรรม 2. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การหมั่นคิดใคร่ครวญโดยเน้นที่เรื่องนามธรรมในส่วนความรู้สึกจากสัมผัส 3. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การหมั่นคิดใคร่ครวญโดยเน้นที่เรื่องนามธรรมในส่วนของการรับรู้ 4. ธรรมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การหมั่นคิดใคร่ครวญโดยเน้นทุกเรื่องทั้งรูปธรรมและนามธรรม 2.) สัมมัปปธาน 4 คือ ความเพียรพยายาม 1. สังวรปธาน คือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โพธิปักขิยธรรม คือ ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ ประกอบด้วยธรรมะ 7 หมวด คือ สติปัฏฐาน 4, สัมมัปปธาน 4, อิทธิบาท 4, อินทรีย์ 5, พละ 5, โพชฌงค์ 7, มรรคมีองค์ 8 รวมเป็น 37 จึงเรียกว่า โพธิปักขิยธรรม 37</p>
<p><span id="more-437"></span></p>
<p><strong>1.) สติปัฏฐาน 4 คือ การเจริญสติระลึกรู้</strong><br />
1. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การหมั่นคิดใคร่ครวญโดยเน้นที่เรื่องรูปธรรม<br />
2. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การหมั่นคิดใคร่ครวญโดยเน้นที่เรื่องนามธรรมในส่วนความรู้สึกจากสัมผัส<br />
3. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การหมั่นคิดใคร่ครวญโดยเน้นที่เรื่องนามธรรมในส่วนของการรับรู้<br />
4. ธรรมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การหมั่นคิดใคร่ครวญโดยเน้นทุกเรื่องทั้งรูปธรรมและนามธรรม</p>
<p><strong>2.) สัมมัปปธาน 4 คือ ความเพียรพยายาม</strong><br />
1. สังวรปธาน คือ เพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น<br />
2. ปหานปธาน คือ เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว<br />
3. ภาวนาปธาน คือ เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมีขึ้น<br />
4. อนุรักขนาปธาน คือ เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่น</p>
<p><strong>3.) อิทธิบาท 4 คือ ทางแห่งความสำเร็จในกิจอันเป็นกุศล</strong><br />
1. ฉันทะ คือ ความพอใจและเต็มใจ<br />
2. วิริยะ คือ ความเพียรพยายาม<br />
3. จิตตะ คือ ความเอาใจใส่ จิตใจจดจ่อ ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่าน<br />
4. วิมังสา คือ ปัญญาที่พิจารณาใคร่ครวญ หาเหตุผล เพื่อแก้ปัญหา หรือพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น</p>
<p><strong>4.) อินทรีย์ 5 คือ ธรรมที่ทำหน้าที่เป็นใหญ่ในอารมณ์</strong><br />
1. สันธินทรีย์ คือ ความศรัทธาเป็นใหญ่<br />
2. วิริยินทรีย์ คือ ความเพียรเป็นใหญ่<br />
3. สตินทรีย์ คือ สติที่ระลึกรู้ในอารมณ์ปัจจุบันเป็นใหญ่<br />
4. สมาธินทรีย์ คือ การทำจิตให้เป็นสมาธิตั้งมั่นจดจ่ออยู่ในอารมณ์กรรมฐาน<br />
5. ปัญญินทรีย์ คือ ปัญญาทำหน้าที่เป็นใหญ่ด้วยการรู้แจ้ง</p>
<p><strong>5.) พละ 5 คือ ธรรมอันเป็นกำลังที่เกื้อหนุนแก่อริยมรรค</strong><br />
1. สัทธาพละ คือ ความเชื่อ เลื่อมใส ศรัทธาที่เป็นกำลังให้อดทน และเอาชนะธรรมอันเป็นข้าศึก เช่น ตันหา<br />
2. วิริยะพละ คือ ความเพียรพยายาม เป็นกำลังให้ต่อสู้กับความขี้เกียจ<br />
3. สติพละ คือ ความระลึกได้ในอารมณ์สติปัฏฐาน อันจะเป็นกำลังให้ต้านทานความประมาทพลั้งเผลอ<br />
4. สมาธิพละ คือ ความตั้งมั่นจดจ่ออยู่ในอารมณ์กรรมฐาน ทำให้เกิดกำลังต่อสู้เอาชนะความฟุ้งซ่าน<br />
5. ปัญญาพละ คือ เป็นกำลังปัญญาที่เข้มแข็ง ซึ่งทำให้เอาชนะโมหะ คือความโง่ ความหลง</p>
<p><strong>6.) โพชฌงค์ 7 คือ ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้</strong><br />
1. สติสัมโพชฌงค์ คือ ความระลึกได้ สำนึกพร้อมอยู่ ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับเรื่อง<br />
2. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ คือ ความเฟ้นธรรม ความสอดส่องสืบค้นธรรม<br />
3. วิริยสัมโพชฌงค์ คือ ความเพียร<br />
4. ปีติสัมโพชฌงค์ คือ ความอิ่มใจ<br />
5. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ คือ ความสงบกายใจ<br />
6. สมาธิสัมโพชฌงค์ คือ ความมีใจตั้งมั่น จิตแน่วในอารมณ์<br />
7. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ คือ ความมีใจเป็นกลาง เพราะเห็นตามเป็นจริง</p>
<p><strong>7.) มรรคมีองค์ 8 คือ หนทางปฏิบัติที่นำไปสู่การบรรลุมรรคผลนิพพาน</strong><br />
1. สัมมาทิฏฐิ คือ ปัญญาเห็นชอบ หมายถึงเห็นถูกตามความเป็นจริงด้วยปัญญา<br />
2. สัมมาสังกัปปะ คือ ดำริชอบ หมายถึง การใช้สมองความคิดพิจารณาแต่ในทางกุศลหรือความดีงาม<br />
3. สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ หมายถึงการพูดสนทนา แต่ในสิ่งที่สร้างสรรค์ดีงาม<br />
4. สัมมากัมมันตะ คือ การประพฤติดีงาม ทางกายหรือกิจกรรมทางกายทั้งปวง<br />
5. สัมมาอาชีวะ คือ การทำมาหากินอย่างสุจริตชน<br />
6. สัมมาวายามะ คือ ความอุตสาหะพยายาม ประกอบความเพียรในการกุศลกรรม<br />
7. สัมมาสติ คือ การไม่ปล่อยให้เกิดความพลั้งเผลอ จิตเลื่อนลอย ดำรงอยู่ด้วยความรู้ตัวอยู่เป็นปกติ<br />
8. สัมมาสมาธิ คือ การฝึกจิตให้ตั้งมั่น สงบ สงัด จากกิเลศ นิวรณ์อยู่เป็นปกติ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.unzeen.com/article/437/%e0%b9%82%e0%b8%9e%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-7-%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%94-37-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พิชัยสงครามซุนวู 13 บท</title>
		<link>http://www.unzeen.com/article/365/%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%8b%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b9-13-%e0%b8%9a%e0%b8%97</link>
		<comments>http://www.unzeen.com/article/365/%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%8b%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b9-13-%e0%b8%9a%e0%b8%97#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 22 Aug 2008 02:38:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>LookHin</dc:creator>
				<category><![CDATA[All Categories]]></category>
		<category><![CDATA[Religion/Myth/History]]></category>
		<category><![CDATA[ซุนวู]]></category>
		<category><![CDATA[พิชัยสงคราม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.unzeen.com/?p=365</guid>
		<description><![CDATA[ซุนวู เป็นผู้เขียน ตำราพิชัยสงคราม ที่นับว่าเป็นตำรายุทธศาสตร์ทางทหาร ที่มีอิทธิพลมากของจีน และปัจจุบันยุทธศาสตร์ในตำราได้ถูกประยุกต์ ใช้อย่างกว้างขวางในวงการธุรกิจและการเมือง โดยมีคำกล่าวที่เรารู้จักกันดีคือ &#8220;รู้เข้ารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง&#8221; ซุนวู เป็นชาวเล่ออาน ซึ่งอยู่ในแคว้นฉี ในสมัยปลายของยุคซุนชิว ซึ่งเป็นยุคเดี่ยวกับขงจื๊อ (ก่อนคริสตศักราช ประมาณ 551 &#8211; 497 ปี) (วงเล็บอีกที ยุคเดี่ยวกับพระพุทธเจ้า ยุคนี้มีนักปราชญ์เยอะจริงๆ) ต่อมาแคว้นฉีเกิดการกบฏจราจล ซุนวูจึงหลบหนี้เข้าไปอยู่ที่แคว้นอู๋ และได้เข้ารับราชการเป็นแม่ทัพของแคว้นอู๋ในเวลาต่อมา และได้เขียนตำราพิชัยสงครามขึ้นมาเล่มหนึ่งซึ่งมีอยู่ 13 บท และเป็นที่รู้จักกันดีจวบจนปัจจุบัน พิชัยสงครามซุนวู บทที่ 1 : ประมาณสถานการณ์ อันการสงคราม เป็นเรื่องใหญ่ของรัฐ คือวิธีแห่งการคงอยู่หรือล่มสลายของรัฐ เกี่ยวพันถึงชีวิตของไพรพลและราษฎร จะไม่วิเคราะหาได้ไม่ เพราะฉะนั้น เราต้องคำนึงถึงปัญหาพื้นฐาน 5 ประการ แล้วเปรียบเทียบสภาพของข้าศึกกับเรา เพื่อคาดคะเนผลแพ้ชนะ ปัญหาพื้นฐาน 5 ประการคือ มรรค (ความเป็นธรรม), ฟ้า (ภูมิอากาศ), ดิน (ภูมิประเทศ), [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ซุนวู เป็นผู้เขียน ตำราพิชัยสงคราม ที่นับว่าเป็นตำรายุทธศาสตร์ทางทหาร ที่มีอิทธิพลมากของจีน และปัจจุบันยุทธศาสตร์ในตำราได้ถูกประยุกต์ ใช้อย่างกว้างขวางในวงการธุรกิจและการเมือง โดยมีคำกล่าวที่เรารู้จักกันดีคือ &#8220;รู้เข้ารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง&#8221;</p>
<p>ซุนวู เป็นชาวเล่ออาน ซึ่งอยู่ในแคว้นฉี ในสมัยปลายของยุคซุนชิว ซึ่งเป็นยุคเดี่ยวกับขงจื๊อ (ก่อนคริสตศักราช ประมาณ 551 &#8211; 497 ปี) (วงเล็บอีกที ยุคเดี่ยวกับพระพุทธเจ้า ยุคนี้มีนักปราชญ์เยอะจริงๆ) ต่อมาแคว้นฉีเกิดการกบฏจราจล ซุนวูจึงหลบหนี้เข้าไปอยู่ที่แคว้นอู๋ และได้เข้ารับราชการเป็นแม่ทัพของแคว้นอู๋ในเวลาต่อมา และได้เขียนตำราพิชัยสงครามขึ้นมาเล่มหนึ่งซึ่งมีอยู่ 13 บท และเป็นที่รู้จักกันดีจวบจนปัจจุบัน</p>
<p><span id="more-365"></span></p>
<p><strong>พิชัยสงครามซุนวู</strong></p>
<p><strong>บทที่ 1 : ประมาณสถานการณ์</strong><br />
อันการสงคราม เป็นเรื่องใหญ่ของรัฐ คือวิธีแห่งการคงอยู่หรือล่มสลายของรัฐ เกี่ยวพันถึงชีวิตของไพรพลและราษฎร จะไม่วิเคราะหาได้ไม่ เพราะฉะนั้น เราต้องคำนึงถึงปัญหาพื้นฐาน 5 ประการ แล้วเปรียบเทียบสภาพของข้าศึกกับเรา เพื่อคาดคะเนผลแพ้ชนะ ปัญหาพื้นฐาน 5 ประการคือ<br />
มรรค (ความเป็นธรรม), ฟ้า (ภูมิอากาศ), ดิน (ภูมิประเทศ), แม่ทัพ (ผู้นำที่เปี่ยมด่วยสติปัญญา), กฏ (ระเบียบวินัยของกองทัพ)</p>
<p><strong>บทที่ 2 : การทำศึก</strong><br />
กรีธาทัพหนึ่งแสน ซึ่งมีรถศึกเทียมด้วยม้าสี่ตัวพันคัน รถหุ้มเกราะหนังพันคัน พลเกราะหนึ่งแสน และเสบียงสำหรับทางไกลพันลี้ ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายวันละพันตำลึงทอง ฉะนั้นการทำสงครามจึงควรเผด็จศึกโดยเร็วอย่าให้ยืดเยื้อ</p>
<p><strong>บทที่ 3 : ยุทธศาสตร์เชิงรุก</strong><br />
หลักการสงครามถือว่า การทำให้ข้าศึกยอมสยบถือเป็นยอด การทำลายข้าศึกถือเป็นรอง เพราะฉะนั้น กองทัพที่รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง จึงมิใช่กองทัพที่สุดยอด แต่กองทัพที่สามารถทำให้ข้าศึกยอมสยบโดยไม่ต้องรบ ถือเป็นกองทัพที่สุดยอดแห่งสุดยอด</p>
<p><strong>บทที่ 4 : รูปลักษณ์การรบ</strong><br />
แม่ทัพผู้สันทัดในการดำเนินสงคราม ก่อนอื่นจะต้องทำให้ฝ่ายตนตั้งอยู่ในฐานะที่ข้าศึกไม่อาจเอาชนะได้ เพื่อรอโอกาศที่ข้าศึกตกอยู่ในฐานะที่ฝ่ายตนเอาชนะได้, การที่ข้าศึกไม่สามารถเอาชนะเราได้นั้น ขึ้นอยู่กับเรา, การที่ข้าศึกตกอยู่ในฐานะเราเอาชนะได้นั้น อยู่ที่ข้าศึกเอง</p>
<p><strong>บทที่ 5 : พลานุภาพ</strong><br />
การปกครองไพร่พลจำนวนมากให้ได้ดุจปกครองไพร่พลไม่กี่คน เป็นปัญหาการจัดอัตรากำลังพลตามลำดับอย่างรัดกุม, การบัญชากองทัพใหญ่ให้ดุจบัญชาหน่วยทหารเล็กๆ เป็นปัญหาการใช้สัญญานต่างๆ อย่างชัดเจนและมีระเบียบ, การนำทัพต้านการโจมตีของข้าศึกโดยไม่ปราชัย เป็นปัญหาการใช้ยุทธวิธีการรบทั้ง การรบนอกแบบ และการรบในแบบ</p>
<p><strong>บทที่ 6 : ความอ่อนแอ-เข้มแข็ง</strong><br />
ฝ่ายใดถึงสมรภูมิก่อนเป็นฝ่ายรอข้าศึก ฝ่ายนั้นไม่อิดโรย ฝ่ายใดถึงสมรภูมิทีหลัง อีกทั้งต้องรบอย่างฉุกละหุก ฝ่ายนั้นอิดโรย</p>
<p><strong>บทที่ 7 : การดำเนินกลยุทธ์</strong><br />
เมื่อประจันหน้าข้าศึก ต้องชิงความได้เปรียบ, ต้องแปรเส้นทางอ้อมให้เป็นทางลัด, แปรความด้อยให้เป็นความได้เปรียบ</p>
<p><strong>บทที่ 8 : สิ่งผันแปร 9 ประการ</strong><br />
เมื่อระดมพลแล้ว อย่าตั้งทัพในพื้นที่วิบาก, พื้นที่คาบเกี่ยวพึงคบมิตร, พื้นที่กันดารอย่าหยดทัพ, พื้นที่โอบล้อมต้องใช้กลยุทธ์, พื้นที่มรณะต้องสู้ยิบตา, เส้นทางบางสายไม่ผ่าน, กองทัพบางกองไม่ตี, หัวเมืองบางเมืองไม่บุก, ชัยภูมิบางแห่งไม่ชิง, ไม่สนองราชโองการหากไม่ก่อผลดีต่อการสงคราม</p>
<p><strong>บทที่ 9 : การเดินทัพ</strong><br />
การจัดวางกำลังทหารและสังเกตการณ์สภาพข้าศึกในภูมิประเทศต่างๆ ควรใส่ใจในเรื่องต่อไปนี้ เมื่อจะยกทัพข้ามเขาจะต้องเดินใกล้หุบเขาที่มีแหล่งน้ำและหญ้า, เมื่อจะยกทัพข้ามแม่น้ำ ควรตั้งทัพให้ห่างไกลจากแม่น้ำ, เมื่อจะยกทัพผ่านเขตหนองบึงต้องรีบผ่านไปโดยเร็ว, การตั้งทัพจะต้องตั้งอยู่ในพื้นที่สูงแห่ง ไม่ควรตั้งในพื้นที่ต่ำและเปียกแฉะ</p>
<p><strong>บทที่ 10 : ภูมิประเทศ</strong><br />
ลักษณะภูมิประเทศมีด้วยกันทั้งหมด 6 ลักษณะคือ ภูมิประเทศที่ไปมาสะดวกทั้งสองฝ่าย, ภูมิประเทศที่เข้าง่ายออกยาก, ภูมิประเทศที่รุกรบไม่สะดวกทั้งสองฝ่าย, ภูมิประเทศที่เป็นช่องแคบ, ภูมิประเทศที่สำคัญอันตราย และภูมิประเทศห่างไกล</p>
<p><strong>บทที่ 11 : พื้นที่ 9 ลักษณะ</strong><br />
พื้นที่ยุทธศาสตร์ทางการทหารนั้นแบ่งออกได้เป็น 9 ลักษณะคือ พื้นที่ขวัญเสีย, พื้นที่หนีง่าย, พื้นที่แย่งชิง, พื้นที่สะดวก, พื้นที่แห่งไม่ตรี, พื้นที่แห่งความเป็นความตาย, พื้นที่ทุรวิบาก, พื้นที่อ้อมล้อม และพื้นที่มรณะ</p>
<p><strong>บทที่ 12 : การโจมตีด้วยไฟ</strong><br />
การโจมตีด้วยไฟมี 5 ลักษณะคือ เผาทำลายทหาร, เผาทำลายเสบียง, เผาทำลายยุทธสัมภาระ, เผาทำลายคลังแสงสรรพาวุธ, และเผาทำลายเส้นทางลำเลียงเสบียง</p>
<p><strong>บทที่ 13 : การใช้จารชน</strong><br />
การใช้จารชนมี 5 ลักษณะคือ จารชนพื้นเมือง, จารชนไส่ศึก, จารชนสองหน้า, จารชนพลีชีพ, และจารชนธรรมดา</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.unzeen.com/article/365/%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%8b%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b9-13-%e0%b8%9a%e0%b8%97/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เทวโลก 6 ชั้น, พรหมโลก 20 ชั้น สวรรค์ชั้นไหนชื่ออะไรมาทำความรู้จักกัน</title>
		<link>http://www.unzeen.com/article/347/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-6-%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-20-%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99</link>
		<comments>http://www.unzeen.com/article/347/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-6-%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-20-%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 06 Aug 2008 15:57:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>LookHin</dc:creator>
				<category><![CDATA[All Categories]]></category>
		<category><![CDATA[Religion/Myth/History]]></category>
		<category><![CDATA[สวรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[เทวดา]]></category>
		<category><![CDATA[เทวโลก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.unzeen.com/?p=347</guid>
		<description><![CDATA[สวรรค์ หรือ เทวโลก คือภพภูมิอันเป็นที่อยู่ของเทวดา เป็นโลกที่อยู่อาศัยของกายละเอียด เป็นภพภูมิอันมีแต่ความสุข สมบูรณ์ด้วยทิพยสมบัติต่างๆ ซึ่งมีอยู่ 6 ชั้น ผู้ที่จะไปจุติบนสวรรค์ได้นั้นจะต้องเป็นผู้ที่ประกอบบุญกุศลอันดีงาม พรหมโลก นั้นเป็นภพภูมิที่อยู่ของผู้ที่เจริญสมาธิจนได้ ฌาณ ซึ่งมีอยู่อีก 20 ชั้น สวรรค์ หรือ เทวโลก มี 6 ชั้น ซึ่งเรียกว่า ฉกามาพจร มีดังนี้ 1. จาตุมหาราชิกา มีท้าวมหาราชทั้ง 4 เป็นผู้ปกครอง คือ -1. ท้าวธตรฐ ปกครองเทวดา 3 พวก ได้แก่ คนธรรพ์ วิทยาธร กุมภัณฑ์ -2. ท้าววิรุฬหก ปกครองพวกครุฑ -3. ท้าววิรูปักษ์ ปกครองพวกนาค -4. ท้าวเวสสุวรรณ ปกครองพวกยักษ์ 2. ดาวดึงส์ มีพระอินทร์ เป็นผู้ปกครอง 3. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สวรรค์ หรือ เทวโลก คือภพภูมิอันเป็นที่อยู่ของเทวดา เป็นโลกที่อยู่อาศัยของกายละเอียด เป็นภพภูมิอันมีแต่ความสุข สมบูรณ์ด้วยทิพยสมบัติต่างๆ ซึ่งมีอยู่ 6 ชั้น ผู้ที่จะไปจุติบนสวรรค์ได้นั้นจะต้องเป็นผู้ที่ประกอบบุญกุศลอันดีงาม</p>
<p>พรหมโลก นั้นเป็นภพภูมิที่อยู่ของผู้ที่เจริญสมาธิจนได้ ฌาณ ซึ่งมีอยู่อีก 20 ชั้น</p>
<p><span id="more-347"></span></p>
<p><strong>สวรรค์ หรือ เทวโลก มี 6 ชั้น ซึ่งเรียกว่า ฉกามาพจร มีดังนี้</strong></p>
<p>1. จาตุมหาราชิกา มีท้าวมหาราชทั้ง 4 เป็นผู้ปกครอง คือ<br />
-1. ท้าวธตรฐ ปกครองเทวดา 3 พวก ได้แก่ คนธรรพ์ วิทยาธร กุมภัณฑ์<br />
-2. ท้าววิรุฬหก ปกครองพวกครุฑ<br />
-3. ท้าววิรูปักษ์ ปกครองพวกนาค<br />
-4. ท้าวเวสสุวรรณ ปกครองพวกยักษ์</p>
<p>2. ดาวดึงส์ มีพระอินทร์ เป็นผู้ปกครอง<br />
3. ยามา มีท้าวสุยามเทวราช เป็นผู้ปกครอง<br />
4. ดุสิต มีท้าวสันดุสิตเทวราช เป็นผู้ปกครอง<br />
5. นิมมานรดี มีท้าวสุนิมมิตเทวราช เป็นผู้ปกครอง<br />
6. ปรนิมมิตวสวัตดี มีท้าวปรนิมมิตวสวัตตีมาราธิราช เป็นผู้ปกครอง</p>
<p><strong>พรหมโลกมีทั้งหมด 20 ชั้น แบ่งเป็น รูปพรหม 16 ชั้น และ อรูปพรหม 4 ชั้น</strong></p>
<p><strong>รูปพรหม 16 ชั้น</strong></p>
<p>1. พรหมปาริสัชชาภูมิ<br />
2. พรหมปุโรหิตาภูมิ<br />
3. มหาพรหมาภูมิ<br />
4. ปริตตาภาภูมิ<br />
5. อัปปมาณาภาภูมิ<br />
6. อาภัสราภูมิ<br />
7. ปริตตสุภาภูมิ<br />
8. อัปปมาณสุภาภูมิ<br />
9. สุภกิณหาภูมิ<br />
10. เวหัปผลาภูมิ<br />
11. อสัญญีสัตตาภูมิ<br />
12. อวิหาสุทธาวาสพรหมภูมิ<br />
13. อตัปปาสุทธาวาสพรหมภูมิ<br />
14. สุทัสสาสุทธาวาสพรหมภูมิ<br />
15. สุทัสสีสุทธาวาสพรหมภูมิ<br />
16. อกนิฏฐสุทธาวาสพรหมภูมิ</p>
<p><strong>อรูปพรหม 4 ชั้น</strong></p>
<p>1. อากาสานัญจายตนภูมิ<br />
2. วิญญาณัญจายตนภูมิ<br />
3. อากิญจัญญายตนภูมิ<br />
4. เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ</p>
<p><strong>หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่</strong><br />
<a href="http://www.dmc.tv/pages/guide/page09.html">http://www.dmc.tv/pages/guide/page09.html</a><br />
<a href="http://www.daowadung.com/index.php?lay=show&amp;ac=article&amp;Id=116069">http://www.daowadung.com/index.php?lay=show&amp;ac=article&amp;Id=116069</a><br />
<a href="http://www.daowadung.com/index.php?lay=show&amp;ac=article&amp;Id=116068">http://www.daowadung.com/index.php?lay=show&amp;ac=article&amp;Id=116068</a><br />
<a href="http://www.geocities.com/tanakorn_world/prom.htm">http://www.geocities.com/tanakorn_world/prom.htm</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.unzeen.com/article/347/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-6-%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81-20-%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>49</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มหาปุริสลักษณะ 32 ประการ</title>
		<link>http://www.unzeen.com/article/333/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b8%b0-32-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3</link>
		<comments>http://www.unzeen.com/article/333/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b8%b0-32-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 30 Jul 2008 09:51:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>LookHin</dc:creator>
				<category><![CDATA[All Categories]]></category>
		<category><![CDATA[Religion/Myth/History]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสนา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.unzeen.com/?p=333</guid>
		<description><![CDATA[มหาปุริสลักษณะ คือลักษณะของผู้เป็นมหาบุรุษ 32 ประการ โดยลักษณะทั้ง 32 ประการนี้เกิดจากการสังสมบุญบารมีมาหลายภพหลายชาติ ซึ่งพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็มีพระมหาปุริสลักษณะ ครบทั้ง 32 ประการนี้เช่นกัน โดยพระพุทธเจ้า ได้กล่าวไว้ว่า หากใครมีมหาปุริสลักษณะ ครบทั้ง 32 ประการย่อมมีคติเป็นสองอย่างคือ ถ้าเป็นฆราวาสย่อมเป็นจักรพรรดิ ผู้ทรงธรรม มีแว่นแคว้นจดมหาสมุทรทั้งสี่ สมบูรณ์ด้วยแก้ว 7 ประการคือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คหบดีแก้ว ปรินายกแก้ว แต่ถ้าหากออกบวชย่อมได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 1. มหาบุรุษ มีพื้นเท้าสม่ำเสมอ 2. มหาบุรุษ ที่ฝ่าเท้ามีจักรเกิดแล้ว, มีซี่ตั้งพัน พร้อมทั้งกงและดุม 3. มหาบุรุษ มีส้นเท้ายาว 4. มหาบุรุษ มีข้อนิ้วยาว 5. มหาบุรุษ มีฝ้ามือฝ้าเท้าอ่อนละมุน 6. มหาบุรุษ มีลายฝ้ามือฝ้าเท้าดุจตาข่าย 7. มหาบุรุษ มีข้อเท้าอยู่สูง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>มหาปุริสลักษณะ คือลักษณะของผู้เป็นมหาบุรุษ 32 ประการ โดยลักษณะทั้ง 32 ประการนี้เกิดจากการสังสมบุญบารมีมาหลายภพหลายชาติ ซึ่งพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็มีพระมหาปุริสลักษณะ ครบทั้ง 32 ประการนี้เช่นกัน โดยพระพุทธเจ้า ได้กล่าวไว้ว่า หากใครมีมหาปุริสลักษณะ ครบทั้ง 32 ประการย่อมมีคติเป็นสองอย่างคือ ถ้าเป็นฆราวาสย่อมเป็นจักรพรรดิ ผู้ทรงธรรม มีแว่นแคว้นจดมหาสมุทรทั้งสี่ สมบูรณ์ด้วยแก้ว 7 ประการคือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คหบดีแก้ว ปรินายกแก้ว แต่ถ้าหากออกบวชย่อมได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า</p>
<p><span id="more-333"></span></p>
<p>1. มหาบุรุษ มีพื้นเท้าสม่ำเสมอ<br />
2. มหาบุรุษ ที่ฝ่าเท้ามีจักรเกิดแล้ว, มีซี่ตั้งพัน พร้อมทั้งกงและดุม<br />
3. มหาบุรุษ มีส้นเท้ายาว<br />
4. มหาบุรุษ มีข้อนิ้วยาว<br />
5. มหาบุรุษ มีฝ้ามือฝ้าเท้าอ่อนละมุน<br />
6. มหาบุรุษ มีลายฝ้ามือฝ้าเท้าดุจตาข่าย<br />
7. มหาบุรุษ มีข้อเท้าอยู่สูง<br />
8. มหาบุรุษ มีแข้งดุจแข้งเนื้อทราย<br />
9. มหาบุรุษ ยืนไม่ย่อตัวลง แตะเข่าได้ด้วยมือทั้งสอง<br />
10. มหาบุรุษ มีองคชาตตั้งอยู่ในฝัก<br />
11. มหาบุรุษ มีสีกายดุจทอง คือมีผิวหนังดุจทอง<br />
12. มหาบุรุษ มีผิวละเอียด ละอองจับไม่ได้<br />
13. มหาบุรุษ มีขนขุมละเส้น เส้นหนึ่งๆ อยู่ขุมหนึ่งๆ<br />
14. มหาบุรุษ มีปลายขนช้อนขึ้น สีดุจดอกอัญชัน ขึ้นเวียนขวา<br />
15. มหาบุรุษ มีกายตรงดุจกายพรหม<br />
16. มหาบุรุษ มีเนื้อนูนหน้าในที่ 7 แห่ง (คือหลังมือหลังเท้าคอบ่า)<br />
17. มหาบุรุษ มีกายข้างหน้า ดุจราชสีห์<br />
18. มหาบุรุษ มีหลังเต็ม (ไม่มีร่องหลัง)<br />
19. มหาบุรุษ มีทรวจทรงดุจต้นไทร กายกับวาเท่ากัน<br />
20. มหาบุรุษ มีคอกลมเกลี้ยง<br />
21. มหาบุรุษ มีประสาทรับรสอันเลิศ<br />
22. มหาบุรุษ มีคางดุจราชสีห์<br />
23. มหาบุรุษ มีฟัน 40 ซี่บริบูรณ์<br />
24. มหาบุรุษ มีฟันเรียบเสมอ<br />
25. มหาบุรุษ มีฟันสนิท (ชิดกัน)<br />
26. มหาบุรุษ มีเขี้ยวสีขาวงาม<br />
27. มหาบุรุษ มีลิ้น (ใหญ่และยาว) เพียงพอ<br />
28. มหาบุรุษ มีเสียงดุจเสียงพรหม พูดเหมือนนกการวิก<br />
29. มหาบุรุษ มีตาเขียวนิท<br />
30. มหาบุรุษ มีตาดุจตาวัว<br />
31. มหาบุรุษ มีอุนาโลมหว่างคิ้ว ขาวอ่อนเหมือนสำลี<br />
32. มหาบุรุษ มีศรีษระรับกับกรอบหน้า</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.unzeen.com/article/333/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b8%b0-32-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กาลามสูตร 10 ประการ</title>
		<link>http://www.unzeen.com/article/329/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3-10-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3</link>
		<comments>http://www.unzeen.com/article/329/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3-10-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Jul 2008 19:23:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>LookHin</dc:creator>
				<category><![CDATA[All Categories]]></category>
		<category><![CDATA[Religion/Myth/History]]></category>
		<category><![CDATA[กาลามสูตร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.unzeen.com/?p=329</guid>
		<description><![CDATA[พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสเรื่องของวิธีปฏิบัติในเรื่อง ที่ควรสงสัย หรือหลักของความเชื่อ ไว้ในพระสูตรชื่อกาลามสูต กาลามสูตร เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ มีชื่อเรียกพระสูตรนี้อีกอย่างหนึ่งว่า เกสปุตติยสูตร กาลามสูตร 10 ประการ 1. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามๆ กันมา 2. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา 3. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ 4. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ 5. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก 6. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการอนุมาน 7. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล 8. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว 9. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเห็นรูปการณ์ว่าน่าจะเป็นไปได้ 10. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา ต่อเมื่อใดที่รู้ และเข้าใจด้วยตนว่า ธรรมเหล่านั้นเป็นกุศล เป็นอกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ เป็นต้นแล้ว จึงควรละหรือถือปฏิบัติตามนั้น อ้างอิง หนังสือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสเรื่องของวิธีปฏิบัติในเรื่อง ที่ควรสงสัย หรือหลักของความเชื่อ ไว้ในพระสูตรชื่อกาลามสูต กาลามสูตร เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ มีชื่อเรียกพระสูตรนี้อีกอย่างหนึ่งว่า เกสปุตติยสูตร<br />
<span id="more-329"></span></p>
<p><strong>กาลามสูตร 10 ประการ</strong></p>
<p>1. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามๆ กันมา<br />
2. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา<br />
3. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ<br />
4. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์<br />
5. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก<br />
6. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการอนุมาน<br />
7. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล<br />
8. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว<br />
9. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเห็นรูปการณ์ว่าน่าจะเป็นไปได้<br />
10. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา</p>
<p>ต่อเมื่อใดที่รู้ และเข้าใจด้วยตนว่า ธรรมเหล่านั้นเป็นกุศล เป็นอกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ เป็นต้นแล้ว จึงควรละหรือถือปฏิบัติตามนั้น</p>
<p><strong>อ้างอิง</strong><br />
หนังสือ ปฏิจจสมุปบาท ของ พระภาสกร ภูริวฑฒโน (ภาวิไล)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.unzeen.com/article/329/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3-10-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จวงจื่อฝันว่าเป็นผีเสื้อ</title>
		<link>http://www.unzeen.com/article/321/%e0%b8%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%9d%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad</link>
		<comments>http://www.unzeen.com/article/321/%e0%b8%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%9d%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 25 Jun 2008 19:50:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>LookHin</dc:creator>
				<category><![CDATA[All Categories]]></category>
		<category><![CDATA[Religion/Myth/History]]></category>
		<category><![CDATA[Religion]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.unzeen.com/?p=321</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้ขอเปิดหมวดใหม่ &#8220;ศาสนา/ปรัชญา/นิทานปรัมปรา/ประวัติศาสตร์&#8221; , &#8220;Religion/Myth/History&#8221; โดยส่วนตัวแล้วชอบอ่านเรื่องเกี่ยวกับศาสนา ไม่ว่าจะเป็น พุทธ, คริสต์, อิสลาม, พราหมณ์, ซิกข์, เชน และประวัติศาสตร์ความเป็นมาต่างๆ ทั้งที่เป็นตำนาน และพงศาวดาร เลยถือโอกาสมาเล่าสู่กันฟัง เรื่องแรกของหมวดนี้ประเดิมด้วย &#8220;จวงจื่อฝันว่าเป็นผีเสื้อ&#8221; เป็นเรื่องสั้นๆ แต่ลึกซึ้ง จวงจื่อเป็นปราชญ์ลัทธิเต๋า ท่านได้ประพันธ์เรื่องที่เป็นปรัชญาของเต๋าไว้หลายเรื่อง แต่เรื่องที่เด่นและผมชอบเป็นพิเศษก็คือ &#8220;จวงจื่อฝันว่าเป็นผีเสื้อ&#8221; เรื่องก็มีอยู่ว่า &#8220;ครั้งหนึ่ง จวงจื่อฝันว่าเป็นผีเสื้อโบยบินไปมาอย่างสบายใจ ไม่มีความวิตกกังวลใดๆ ผีเสื้อตัวนี้ไม่รู้ถึงความมีตัวตนอยู่ของจวงจื่อ มันรู้แต่ว่ามันคือผีเสื้อ แต่ทันใดนั้นจวงจื่อก็ตื่นขึ้นมา พบว่าจวงจื่อมีตัวตนอยู่จริง จึงไม่แน่ใจว่า จวงจื่อฝันเป็นผีเสื้อ หรือผีเสื้อฝันเป็นจวงจื่อกันแน่ ไม่ว่าจะเป็นจวงจื่อหรือผีเสื้อก็มีตัวตนของมันที่แตกต่างกัน จึงกล่าวได้ว่าทุกสรรพสิ่งย่อมแปรเปลี่ยนไปตามสภาวะ&#8221; แล้วคุณหล่ะเป็นความฝันของใคร]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้ขอเปิดหมวดใหม่ &#8220;ศาสนา/ปรัชญา/นิทานปรัมปรา/ประวัติศาสตร์&#8221; , &#8220;Religion/Myth/History&#8221; โดยส่วนตัวแล้วชอบอ่านเรื่องเกี่ยวกับศาสนา ไม่ว่าจะเป็น พุทธ, คริสต์, อิสลาม, พราหมณ์, ซิกข์, เชน และประวัติศาสตร์ความเป็นมาต่างๆ ทั้งที่เป็นตำนาน และพงศาวดาร เลยถือโอกาสมาเล่าสู่กันฟัง เรื่องแรกของหมวดนี้ประเดิมด้วย &#8220;จวงจื่อฝันว่าเป็นผีเสื้อ&#8221; เป็นเรื่องสั้นๆ แต่ลึกซึ้ง<br />
<span id="more-321"></span></p>
<p>จวงจื่อเป็นปราชญ์ลัทธิเต๋า ท่านได้ประพันธ์เรื่องที่เป็นปรัชญาของเต๋าไว้หลายเรื่อง แต่เรื่องที่เด่นและผมชอบเป็นพิเศษก็คือ &#8220;จวงจื่อฝันว่าเป็นผีเสื้อ&#8221; เรื่องก็มีอยู่ว่า</p>
<p>&#8220;ครั้งหนึ่ง จวงจื่อฝันว่าเป็นผีเสื้อโบยบินไปมาอย่างสบายใจ ไม่มีความวิตกกังวลใดๆ<br />
ผีเสื้อตัวนี้ไม่รู้ถึงความมีตัวตนอยู่ของจวงจื่อ มันรู้แต่ว่ามันคือผีเสื้อ<br />
แต่ทันใดนั้นจวงจื่อก็ตื่นขึ้นมา พบว่าจวงจื่อมีตัวตนอยู่จริง<br />
จึงไม่แน่ใจว่า จวงจื่อฝันเป็นผีเสื้อ หรือผีเสื้อฝันเป็นจวงจื่อกันแน่</p>
<p>ไม่ว่าจะเป็นจวงจื่อหรือผีเสื้อก็มีตัวตนของมันที่แตกต่างกัน<br />
จึงกล่าวได้ว่าทุกสรรพสิ่งย่อมแปรเปลี่ยนไปตามสภาวะ&#8221;</p>
<p><strong>แล้วคุณหล่ะเป็นความฝันของใคร</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.unzeen.com/article/321/%e0%b8%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%9d%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

